สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในอิสตันบูล

turkey-026

ทัวร์ตุรกี พาคุณๆมาเที่ยวในอิสตันบูลวันนี้รับรองว่ามีที่เที่ยวน่าสนใจน่านำเสนอแน่นอน

จัตุรัสด่านอาห์เหม็ด (Sultanahmed Complex) หรือ ฮิปโปโดรม (Hippodrome)

มีชื่อเรียกโบราณคือ ฮิปโปโดรม (Hippodrome) ตั้งอยู่หน้าสุเหร่าสีฟ้า เดิมเป็นลานแข่งรถม้าและศูนย์กลางเมืองในยุคไบแชนไทน์ ปัจจุบันมีอนุสาวรีย์เหลือ 3 ชิ้น คือ เสาสี่เหลี่ยมยอดแหลมแห่งกษัตริย์เธโอโดเชียส (Theodosius Obelisk) เสาบรอนซ์รูปงูเกี่ยวกระหวัด (Bronze Serpentine Coluumn) และเสาคอนสแตนติน (Column of Constantine)

เสาโอเบลิสก์แห่งกษัตริย์เธโอโดเชียส

เป็นเสาทรงสี่เหลี่ยมยอดแหลมที่มีอายุเก่าแก่ที่สุด เดิมนั้นประดิษฐานอยู่ที่เฮลิโอโปลิสในอียิปต์ สร้างโดยฟาโรห์ธุตโมซิสที่ 1 จักรพรรดิเธโอโดเซียสย้ายมาตั้งไว้ที่อิสตันบูล มีความสูง 20 เมตร ทำจากหินแกรนิต ยอดเสาแกะเป็นภาพฟาโรห์คุกเข่าถวายสักการะแด่สุริเทพ และการรบชนะสงคราม

ฐานหินอ่อนของเสาโอเบลิสก์

สร้างในอิสตันบูล มีสองด้านที่บอกเล่าเรื่องราวการขนย้ายเสาจากท่าน้ำ และการนำมาตั้ง ซึ่งใช้เวลา 30 วัน ด้านตะวันออกของฐานเป็นภาพจักรพรรดิเธโอโดเชียสประทับนั่ง พระราชทานรางวังแก่ผู้ชนะ ด้านขวาและซ้ายของพระองค์คือพระโอรสอาร์คาดิอุสและโฮโนริอุส ด้านหลังเป็นทหารองครักษ์ ส่วนด้านล่างเป็นภาพนักระบำ นักดนตรี และผู้ชม

เสารูปงู

เดิมสูง 8 เมตร ชำรุดเสียหายคงเหลือในปัจจุบันแค่ 5 เมตร เป็นเสาแบบกรีกที่เก่าแก่ที่สุดในอิสตันบูล เดิมอยู่ที่วิหารอะพอลโล เมืองเดลฟี ประเทศกรีซ สร้างโดย 31 หัวเมือง ในปีที่ 479 ก่อนคริสตกาล เพื่อเป็นที่ระลึกในชัยชนะต่อเปอร์เซีย ซึ่งชื่อเมืองเหล่านี้จารึกอยู่บนตัวงูใกล้ฐาน ตัวเสาเป็นงู 3 ตัวเกี่ยวกระหวัดกันอยู่ ยอดที่หักเป็นส่วนของสามขาที่รองรับอ่างทองคำ ปัจจุบันตั้งอยู่ที่พิพิธภัณฑ์โบราณคดี

พระราชวังโดลมาบาห์เช (Dolmabahce Palace)

เปิดบริการทุกวัน เวลา 09.30-16.00 น. ยกเว้นวันจันทร์และพฤหัสบดี

อุโมงก์เก็บน้ำเยเรบาทัน (Yerebatan Sarnici)

อยู่เยื้องกับวิหารเซนต์โซเฟีย สร้างในสมัยจักรพรรดิจัสติเนียนในปี ค.ศ. 532 เพื่อเป็นที่เก็บน้ำสำหรับใช้ในพระราชวัง สำรองไว้ใช้ยามอิสตันบูลถูกข้าศึกปิดล้อมเมือง กว้าง 65 เมตร ยาว 143 เมตร มีเสาค้ำหลังคา 336 ต้น แบ่งเป็น 12 แถว จุน้ำได้ทั้งหมด 80,000 ลูกบาศก์เมตร น้ำที่ได้ส่งผ่านท่อมาจากแหล่งน้ำที่อยู่ห่างออกไป 20 กิโลเมตร ใกล้กับทะเลดำ ที่มาของสถานที่แห่งนี้ชวนให้ขนลุกอยู่ไม่น้อย เสาคอลัมน์ หัวเสา และฐานเสานำมาจากซากหักพังของอาคารหลายแห่ง มีเสาทรงแปลกๆ อย่างเสาประดับรูปศีรษะเมดูซาที่กลับหัวลงและตะแคงข้าง รวมทั้งเสาหยาดน้ำตา ในยุคออตโตมัน

พระราชวังเบย์แลร์เบยี (Beylerbeyi)

สร้างในปี ค.ศ. 1865 ช่วงปลายของออตโตมัน โดยสุลต่านอับดุลลาซิส(Abdullaziz)ประสงค์ให้เป็นพระราชวังฤดูร้อนและที่ประทับแรมขณะออกล่าสัตว์ จึงไม่มีระบบ ทำความร้อนตั้งอยู่ฝั่งเอเชีย ตัวพระราชวังเป็นหินอ่อนสีขาว สร้างในแปปเดียวกับพระราชวังโดลมาบาห์เช ประกอบด้วยห้อง 254 ห้อง และห้องโถง 6 ห้องนอกจากนี้ วังยังมีสวนดอกไม้แมกโนเลียสวยงามมาก   เปิดบริการทุกวัน เวลา 09.30-16.00 น. ยกเว้นวันจันทร์และวันพฤหัสบดี

พระราชวังยึลดึช (Yildiz หรือ Yyldyz หรือ Yildiz Palace )

ชื่อของพระราชวังแปลว่า ดวงดาว สร้างในครึ่งหลังของศตวรรษทื่ 19 ในแบบของคฤหาสน์ออตโตมันดั้งเดิม มาแล้วเส็จสมบูรณ์ในสมัยสุลต่านอับดุฮามิทที่ 2 ส่วนที่โดดเด่นที่สุดในพระราชวังแห่งนี้เรียกว่า Sale Koska เป็นที่ประทับและทรงสำราญของสุลต่านตกแต่งอย่างหรูหราและงดงาม อุทยานในพรราชวังเต็มไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์และทะเลสาบ มองลงมาเป็นช่องแคบบอสฟอรัส  เวลาทำการ เปิดทุกวัน เวลา 09.30 – 16.00 น. ยกเว้นวันจันทร์ และวันพฤหัสบดี อุทยานจะเปิด 09.00 – 17.30 น. และพิพิธภัณฑ์ยึลดึชชารายึ เปิดทุกวัน เวลา 09.00 – 16.30 น. ยกเว้นวันจันทร์

พระราชวังฤดูร้อนไอนาลี (Aynali Kavak )

คาวัก แปลว่า พระราชวังฤดูร้อน ตั้งอยู่ฝั่งโกลเดนฮอร์น สร้างในศตวรรษที่ 17 เป็นหนึ่งในตัวอย่างสถาปัตยกรรมตุรกีดั้งเดิมที่งดงาม ในอดีตพระราชวังแห่งนี้ใหญ่โตกว้างขวางมาก แต่ได้ทรุดโทรมคงเหลืออาคารที่เห็นในปัจจุบันเพียงอาคารเดียวไอนาลึยังได้ชื่อว่าเป็น “ Mirrored Poplar” หลังจากมีการติดตั้งกระจกที่เป็นของขวัญจากเวเนเชียนเมื่อปี ค. ศ. 1718

พระราชวังมัซลัก (Maslak Karsi หรือ Maslak Pavillion )

สร้างในศตวรรษที่ 19 โดยสุลต่านอับดุล เอซิส เพื่อใช้เป็นที่ประทับแรมขณะออกล่าสัตว์สถาปัตยกรรมแบบออตโตมัน ตั้งอยู่บนภูเขาแวดล้อมด้วยป่าไม้เขียวขจี ยังมีลือมอนลุก (Limonluk Green House) เรือนกระจกที่น่าแวะเข้าไปชม

พลับพลาชายทะเลฟลอร์ยา อตาเติร์ก (Florya Ataturk Sea Pavillion)

เป็นที่พักฤดูร้อนของประธานาธิบดีตั้งแต่สมัยอตาเติร์ก สร้างเมื่อปี ค.ศ 1935 ตัวอาคารทำเป็นรูปตัว T ยื่นออกไปในทะเลมาร์มาราปัจจุบันยังใช้เป็นที่แสดงงานศิลปกรรมชิ้นเอกจากต้นศตวรรษที่ 20

สุเหร่าสุไลมานิเย (Suleymaniye Camii)

สร้างในศตวรรษที่ 16 เป็นผลงานชิ้นเอกของยอดสถาปนิกซีนัน ดูจากระยะไกลจะได้สวยงามมากจัดว่าเป็นสุเหล่าที่สวยงามมาก และเป็นสุเหร่าหลวงที่งดงามที่สุด เป็นที่ฝังศพของสุลต่าน สุไลมานและอัครมเหสี

สุเหร่ารุสเต็มพาชา (Rustem Pasa Camii)

เป็นสุเหร่าอีกแห่งหนึ่งที่สถาปนิกซีนันออกแบบ สร้างในศตวรรษที่ 16 โดยชื่อ รุสเต็มพาชานี้มาจากผู้เป็นวิเชียร์และลูดเขยของสุลต่านสุไลมาน

สุเหร่าฟาทิห์(Fatih Camii)

สร้างในศตวรรษที่ 15 เพื่อเป็นที่บรรจุพระศพของสุลต่านเมห์เหม็ด และตั้งชื่อตามพระนามของพระองค์สุเหร่าที่เห็นอยู่ในร้านปัจจุบันเป็นสุเหร่าที่สุลต่านมุสตาฟาที่ 3 ทรงปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่เมื่อปี ค.ศ. 1767 – 1771 เนื่องจากของเดิมถูกแผ่นดินไหวเสียหาย

สุเหร่าเยนี (Yeni Camii)

สร้างในศตวรรษที่ 16 เป็นสุเหร่า แห่งสุดท้ายของออตโตมัน

สุเหร่าเอยุพ (Eyup Camii)

เป็นสุเหล่าแห่งแรกที่สร้างขึ้นในสมัยจักรวรรดิออตโตมัน ถือว่าเป็นสุเหร่าที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ในอดีตเป็นที่ที่สุลต่านออตโตมัน ทำพิธีราชาภิเษก ละยังเป็นที่บรรจุศพของเอยุพ ผู้ถือสาส์นของศาสนามูฮัมหมัด ที่ถูกพวกอาหรับลอบสังหารในอิสตันบลูจึงมีผู้มาสักการะมากมาย

พิพิธภัณฑ์คาริเย (Kariye Muzesi หรือ Chora Museum)

สร้างหลังวิหารเซนต์โซเฟียในคริสต์ศตวรรษที่ 11 ตรงกับยุคไบแซนไทน์ เดิมเป็นโบสถ์โครา เพดานและผนังเป็นภาพวาด แบบเฟรสโก และภาพประดับโมเสกสีทองแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของพระเยซูมีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์

เตอร์กิชและอิสลามิก (Turk – Islam Eserleri Muzesi)

ตั้งอยู่ในบริเวณฮิปโปโดรม เดิมเป็นวังของอิบราราฮิม พาชา แกรนด์วิเชียร์ผู้เป็นราชบุตรเขยของสุลต่านสุไลมานผู้ยิ่งใหญ่จัดแสดงวัตถุของชนพื้นเมิงที่หาชมได้ยากโดยเฉพาะพรมลาดผนังและปูผืนใหญ่

โบสถ์เซนต์ไอรีน (Hagin Irini)

ตุรกีเรียกว่า อีแรน เป็นโบสถ์แห่งแรกในอิสตันบลู สร้างในอิสตันบลูในสมัยกษัตริย์คอนสแตนติน ใกล้กับโบสถ์นี้มีบ้านทรงน่ารักที่ดัดแปลงเป็นโรงแรมและสวนหย่อมสวยงามพอจะนั่งหย่อนใจนั่งดึ่มน้ำชาได้

พิพิธภัณฑ์กระเบื้องตุรกี (Cinili Kosk หรือ Museum of Turkish Ceramics)

ตัวอาคารก็สร้างอยู่ในกลุ่มสุลต่านเมห์เหม็ด ปัจจุบันจัดแสดงกระเบื้องจากเมืองอิสนิกทั้งในสมัยเชลจุกและออตโตมัน

พิพิธภัณฑ์ทหาร (Askeri Muzesi หรือ Military Museum)

จัดแสดงด้านการทหารตั้งแต่สมัยออตโตมัน และมีห้องแสดงสิ่งของส่วนตัวของอตาเติร์ก ช่วงเวลา 15.00 – 16.00 น. มีการบรรเลงดนตรีแบบทหารยุคออตโตมัน และมีการหันซ้ายหันขวา ประกอบเพลงไปด้วย

พิพิธภัณฑ์มนุษย์ต่างดาว (Uluslararasi UFO Muzesi)

พิพิธภัณฑ์นี้จัดแสดงเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวในตุรกี

น้ำพุไกเซอร์ (Kaiser fountain)

 เป็นของขวัญที่จักรพรรดิวิลเลี่ยมที่ 2 แห่งเยอมันพระราชทานแก่สุลต่านอับดุลฮามิทที่ 2 เมื่อคราวเสด็จเยือนตุรกีในปี ค.ศ. 1895

น้ำพุอาห์เหม็ดที่ 3 (Ahmed III Fountain)

ตั้งอยู่ที่ทางเข้าของพระราชวังทอปคาปึ สร้างโดยสุลต่านอาห์เหม็ดที่ 3 ในปี ค.ศ. 1729 ด้วยหินอ่อนที่สร้างเป็นโดม 5 หลัง เรียงต่อกันครอบน้ำพุที่อยู่ด้านล่าง บนหลังคา มุงกระเบื้องที่สร้างเชื่อมออกมา มีกรวยยอดแหลมทำด้วยบรอนซ์ รูปทรงและเส้นสายของอาคารที่สร้างได้กลมกลืน ทำให้เป็นสถานที่น่าเที่ยวชมอีกทีหนึ่ง

หอคอยกาลาตา (Galata Tower)

กล่าวว่ากันว่าหอคอยแห่งนี้สร้างมาตั้งแค่ปี ค.ศ. 500 เพื่อใช้เป็นประภาคารถูกไฟไฟไหม้หลายครั้ง สุลต่านเซลิมที่ 2 ทรงได้ซ่อมแซมขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1348 สมัยสุลต่านสุไลมาน ได้ใช้หอคอยนี้เป็นที่คุมขังนักโมษด้วยความสูงถึง 62 เมตร หอคอยนี้จึงเหมาะกับการที่ชมวิวรอบเมืองอย่างยิ่ง ปัจจุบันหอคอยนี้ทำเป็นภัตตาคารและไนต์คลับยามราตรีที่มีการแสดงระบำหน้าท้อง

กำแพงเมือง

สร้างโดยจักรพรรดิเธโอโดเซียสที่ 2 ในปีค.ศ. 413 ต่อมาในปี ค.ศ. 447 เกิดแผ่นดินไหว กำแพงเสียหายเกือบหมดมีการเกณฑ์แรงงาน16,000 คนมาก่อสร้างใหม่ ใช้เวลาเพียง 2 เดือนเศษ เป็นกำแพงสูง 12 เมตร หนา 5 เมตร ยาว 6.5 เมตร ตั้งแต่ทะเลมาร์มาราจนถึงโกลเดนฮอร์น ตามแนวกำแพงมีหอสังเกตการณ์และป้อมรบอยู่หลายแห่งจัดเป็นมรดกโลกภายใต้การดูแลของยูเนสโก

โกลเดนฮอร์น (Golden Horn )

เป็นอ่าวรูปเขาสัตว์อยู่ในอิสตันบลูฝั่งยุโรป มีความสำคัญอย่างมากในยุคไบแซนไทน์และออตโตมัน

โพโลเนซเคย (Polonezkoy)

เป็นหมู่บ้านในฝั่งเอเชียในศตวรรษที่ 16 ชาวโปร์แลนด์มากมายอพยพเข้ามาอยู่ที่นี่ ปัจจุบันเป็นสถานที่เหมาะกับการปิกนิก

ชิเล (Sile)

ตั้งอยู่ชายฝั่งทะเลดำ มีชื่อเสียงด้านร้านอาหารประเภท ปลา โรงแรม และชายหาด

ยาโลวา (Yalova)

เป็นแหล่งอาบน้ำร้อนเพื่อรักษาโรคไขข้อ

เกาะเจ้าชาย (Princes’ Island)

เป็นชื่อเรียกหมู่เกาะจำนวน 9 เกาะ ในนี้มีอยู่ 4 เกาะที่มีคนอาศัยอยู่ ได้แก่ คึนาลึล์อาดา (Klnallada ) , บูร์กาซาดา (Burgazada ), ไฮเบลิอาดา (Heybeliada ) , และ บูยุคาดา (Buyukada )เป็นที่ที่คนนิยมมาพักตากอากาศช่วงฤดูร้อน เป็นแหล่งปลอดรถยนต์ยานพาหนะในเกาะนี้คือ ลาเทียมรถ

โรงอาบน้ำ

โรงอาบน้ำเป็นสาธารณะที่มีมาแต่โบราณ อาบอบนวดในตุรกีต้องนำผ้าเช็ดตัว ขันน้ำ และสบู่ไปเอง แต่ช้าใช้บริการตามโรงแรมใหญ่ๆก็ไม่ต้องเตรียมไปราคานั้นขึ้นอยู่กับที่ที่เราไปใช้บริการ ภายในมีบริเวณการขัดขี้ไคล และกำจัดขน เป็นต้น

สวนสัตว์

ในอิสตันบลูมีสวนสัตว์ชื่อว่า กุลฮาเน่ปาร์ก (Gulhane parki) แปลตรงตัวว่า สวนกุหลาบ แต่ความจริงเป็นสวนสัตว์ มีที่นั่งให้ดื่มชา และมักมีคนมาให้บริการวัดความดัน เพราะคนตุรกีมักเป็นโรคความดัน ทั้งนี้คนที่ถูกวัด ต้องเสียเงินด้วย ในฤดูร้อนสวนนี้มีการจัดคอนเสิร์ตแบบลูกทุ่ง

Comments are closed.