Archive for ท่องเที่ยว

ทำไมต้องหลวงพระบาง

laos-08

ไม่ทราบว่าคนที่คิดจะไปเที่ยวลาวนั้นเคยมีความสงสัยกับบ้างไหมครับว่าเหตุใดคนจึงนิยมไปทัวร์หลวงพระบางกันทั้งๆ ที่เมืองหลวงของประเทศลาวนั้นคือเมืองเวียงจันท์ที่น่าจะคึกคักกว่ากันตั้งเยอะซึ่งต้องขอบอกว่าครับว่าคนที่เขาไปทัวร์ลาวกันนั้นส่วนใหญ่มักจะไปเยี่ยมชมกลิ่นอายธรรมชาติ ศิลปะวัฒนธรรมและประเพณีวิถีชีวิตความเป็นอยู่แบบท้องถิ่นกันมากกว่าครับเพราะการเที่ยวแบบสิ่งอำนวยความสะดวกสบายนั้นไม่ว่าจะไปที่ไหน แห่งใดหรือประเทศใดก็มีทั้งสิ้นดังนั้นการไปทัวร์หลวงพระบางจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจและเหมาะสมที่สุดสำหรับการไปทัวร์ลาวครับ

               หลวงพระบางนั้นเป็นเมืองเก่าแก่ของอาณาจักรล้านช้าง เดิมมีชื่อว่าเมืองซวาเคยเป็นอดีตราชธานีของอาณาจักรล้านช้างต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเมืองใหม่ว่าเชียงทอง ปัจจุบันเรียกกันว่าเมืองหลวงพระบาง

               เมืองหลวงพระบางนั้นตั้งอยู่ทางภาคเหนือของประเทศลาวโดยตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงและแม่น้ำคาน ซึ่งไหลมาบรรจบกัน จึงทำให้ทัศนียภาพของเมืองหลวงพระบางนี้งดงามยิ่งนัก

               จุดเด่นของเมืองหลวงพระบางที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่ไปทัวร์ลาวต้องมาเยี่ยมชมก็คือบรรดาศิลปะวัฒนธรรมแบบล้านช้างที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ไม่ว่าจะเป็นพระธาตุหลวงหรือวัดเก่าแก่ต่างๆ ที่ยังคงผลงานฝีมือของช่างชาวล้านช้างดั้งเดิมไว้ไม่มีเปลี่ยนแปลงรวมไปถึงวิถีชีวิตของชาวลาวในแถบนี้ที่ยังคงสภาพไว้แบบดั้งเดิมไม่มีเปลี่ยนแปลงทุกประการและสิ่งที่สำคัญที่สุดคือหลวงพระบางแห่งนี้ได้รับการยกย่องและขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็นเมืองมรดกโลกเหมือนสุโขทัยและอยุธยาของบ้านเราอีกด้วยครับ

ทำไมต้องไปทัวร์มัลดีฟส์

maldives-07

ทำไมต้องไปทัวร์มัลดีฟส์ คำตอบคงเป็นเพราะที่เกาะมัลดีฟส์นั้นมีความสวยงาม มีความเป็นธรรมชาติที่เรียกได้ว่าสวรรค์ของคนรักท้องทะเลและบรรยากาศที่สวยงาม เงียบสงบ เหมาะกับการพักผ่อนอย่างแท้จริง นี่คงพอเป็นเหตุผลหลักๆ ของหลาย ๆ คนที่เลือกจะไปพักผ่อนยังเกาะเล็ก ๆ กลางมหาสมุทรอินเดียที่เรารู้จักกันว่า มัลดีฟส์

               และการไปทัวร์มัลดีฟส์นั้น ปัจจุบันถือว่าสะดวกมาก เพราะเราสามารถจองสายการบิน จองที่พักได้ผ่านทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งทำให้เราสามารถเลือกที่พักจากโปรโมชั่น หรือ จากรูปภาพที่ทางรีสอร์ทต่าง ๆ ลงโฆษณาไว้ และ ทำให้เราสามารถคำนวณค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ และ อีกเหตุผลที่ทำให้คนเลือกไปเที่ยวที่มัลดีฟส์คงเพราะค่าใช้จ่ายไม่แพงมากนักสามารถเดินทางไปเที่ยวและพักได้อย่างสบาย ๆ อีกทั้งราคาแพคเกจทัวร์มัลดีฟส์นั้นก็มีให้เลือกตามความต้องการซึ่งราคามีทั้งแพงและถูกซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนวันที่เราต้องการไปและที่พักว่าอยู่ในระดับไหน

               แต่โดยภาพรวมของการไปทัวร์มัลดีฟส์นั้น หลาย ๆ คนเลือกไปเพราะบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ มีกิจกรรมหลากหลายทั้งดำน้ำ เล่นกีฬาทางน้ำต่าง ๆ และ รีสอร์ทระดับห้าดาวหลาย ๆ แห่งมักมีกิจกรรมอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น สปา เป็นต้น ซึ่งหลาย ๆ คนที่เลือกซื้อแพคเกจทัวร์มัลดีฟส์ นั้น มักเลือกที่มีบริการเสริมต่าง ๆ เพื่อให้มีกิจกรรมทำระหว่างที่พักบนเกาะ หรือ บางคนอาจเลือกไปเพราะอยากหลบความวุ่นวายไปพักผ่อนอย่างเงียบ ๆ เพื่อชาร์ทพลังให้กับตัวเอง หรือ ไปเที่ยวแบบหมู่คณะซึ่งสามารถให้บริษัททัวร์จัดแพคเกจได้ตามความต้องการก็สามารถทำได้เช่นกัน

ประวัติความเป็นมาของชนพื้นเมืองเมารี

NewZealand-01

ใครที่ได้ไปเที่ยวประเทศนิวซีแลนด์ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก เพราะนอกจากท่านจะได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติต่างๆแล้วยังได้พบกับสิ่งที่ถือว่าเป็นมรดกโลกที่สำคัญชิ้นหนึ่ง นั่นก็คือ “เมารี” อาจมีคนสงสัยอะไรคือ “เมารี” วันนี้เราชาวทัวร์นิวซีแลนด์จะพาท่านไปเจาะลึกถึงชนพื้นเมืองที่ถูกเรียกขานว่า “เมารี”

                เมารีเป็นโปลินิเชียนเผ่าแรกที่อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศนิวซีแลนด์ เมารีในนิวซีแลนด์นั้น ตาม สรีระวิทยา ภาษา และวัฒนธรรมแล้วจัดได้ว่าเป็นพวกหนึ่งของกลุ่มโปลินิเชียน ซึ่งได้เข้าครอบครองส่วนใต้ของหมู่เกาะโปลินิเชียนรูป สี่เหลี่ยมผืนผ้าที่กินบริเวรทางตอนเหนือถึงหมู่เกาะฮาวายไปจนสุดเกาะฮีสเตอร์ ซึ่งเชื่อกันว่าเผ่าเมารีนั้นมาจากตาฮิติ ได้เดินทางมาถึงประเทศนิวซีแลนด์ทางเกาะคุก การเข้ามาตั้งถิ่นฐานครั้งนี้มีหลักฐานปรากฏมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 6 มีนักประวัติศาสตร์กลุ่มหนึ่งได้ถกเถียงกันว่า เมารีได้เข้ามาสู่เกาะนิวซีแลนด์ มิใช่ว่าเข้ามาสำรวจอย่างมีแผนการ แต่เป็นโดยความบังเอิญมากกว่า ชาวเมารีเรียกหมู่เกาะนิวซีแลนด์นี้เป็นภาษาเมารีว่า Aotearoa ซึ่งแปลว่า ดินแดนแห่งเมฆขาวที่ยาวไกล

ประเพณีของชาวเมารีเป็นแบบเดียวกันกับพวกฮาวาย แต่ปัจจุบันนี้ประเพณีแบบนี้ยัง ปฏิบัติกันในหมู่เกาะโซไซตี้ (Society Island) ซึ่งเป็นหมู่เกาะดั้งเดิมของพวกเมารี ตามที่ปรากฏในนิยายปรัมปราว่า วีรบุรุษทางวัฒนธรรมของพวกเมารีชื่อว่า เมาอี (Maoi) ได้แล่นเรือไปจับปลาไกลถึงเกาะเหนือของนิวซีแลนด์ โดยการใช้ขากรรไกรของย่าของเขาทำเป็นเบ็ด และสำหรับชาวฮาวายแล้วพูดกันว่า หัวหน้าคูเป (Kupe) ซึ่งมีผิวสีน้ำตาลเป็นนักผจญภัยแบบเดียวกับโฮเดสซีอุส (Hodesseus) ของกรีกได้กลับมาเล่าให้ประชาชนของตนฟังถึงการเดินทางอันน่าตื่นเต้นว่าได้ ไปค้นพบแหล่งที่จับปลาของพวกเมารีอีกครั้งหนึ่ง

หลักฐานทางโบราณคดี เชื่อได้ว่าพวกเมารีตอนต้นๆ ดำเนินชีวิตด้วยวิธีการล่าสัตว์ และการจับปลาเป็นอาหาร พวกเขาได้ชื่อว่าเป็นพวกล่านกเมา ต่อมาเมารีส (Maoris) เนื่องจากชนเผ่าเมารีชอบที่จะล่านกไม่มีปีกขนาดใหญ่เป็นประจำ ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 14 พวกเมารีเริ่มจะขยับขยายลงมาทางเกาะใต้ เนื่องจากนกเมาเริ่มขาดแคลน พวกเมารีจึงจำเป็นต้องหาอาหารอย่างแร้นแค้น และต้องลงมาอยู่รวมกันในพื้นที่อบอุ่นกว่าเดิมในเกาะเหนือ เพื่อที่จะหาทางเพาะปลูกมันฝรั่งแบบหวาน ซึ่งเรียกเป็นภาษาถิ่นพื้นเมือง คุมารา (Kumara) ได้ง่ายขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม พวกนี้ก็ยังเป้นพวกกึ่งเร่ร่อนอยู่ตามเดิม แบ่งออกเป็นหน่วยสังคมย่อยๆ หลายหน่วย ดำเนินชีวิตอยู่ด้วยการจับนกตามพุ่มไม้เป็นอาหารและจับปลาในแม่น้ำ ทะเลสาบ และทะเล กัปตันคุดได้สำรวจจำนวนของพวกเมารีตามการคาดคะเนของตนว่ามีแค่เพียง 240,000 คนเท่านั้น ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ทางชายฝั่งทางทะเลตอนเหนือของเกาะ

เรื่องราวของธารน้ำแข็งฟรานโจเซฟก็เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับชาวเมารีเช่นกัน ถ้ามีโอกาสไปเที่ยวนิวซีแลนด์แล้วต้องไปธารน้ำแข็งที่มีชื่อเสียงมากที่สุด 2 แห่งภายในเขตอุทยานแห่งชาติเวสต์แลนด์ ได้แก่ธารน้ำแข็งฟรานโจเซฟ (Franz Joseph Glacier) และธารน้ำแข็งฟ็อกซ์ (Fox Glacier) จัดได้ว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลักของประเทศที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ โดยธารน้ำแข็งคู่มีความยาวประมาณ 13 กิโลเมตร

จุดเด่นที่แตกต่างไม่เหมือนกับธารน้ำแข็งอื่นๆ นั้นก็คือ ธารน้ำแข็งคู่นี้ไหลมาจากบริเวรที่มีหิมะปกคลุมตลอดเวลา ไปยังเขตป่าดิบชื้นซึ่งอยู่ใกล้ทะเลมากๆ และมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง ลักษณะเช่นนี้ไม่สามารถจะพบในที่อื่นๆได้เลย อาจจะกล่าวได้ว่า ไม่มีที่ใดในโลกที่จะสามารถเข้าถึงธารน้ำแข็งในอุณหภูมิปกติง่ายดายเช่นนี้

ธารน้ำแข็งแห่งนี้มีความสำคัญต่อชาวเมารีนั่งก็คือว่า เดิมแล้วชาวเมารีเรียกธารน้ำแข็งฟรานโจเซฟแห่งนี้ว่าคา รอยมาทา โอ ฮีเน ฮูกาเทเร” (Ka Roimata o Hine Hukatere) แปลว่า น้ำตาแห่งสตรีหิมะโดยตามตำนานได้เล่าว่ามีสตรีหิมะผู้หนึ่งชื่อว่า ฮีเน่ ฮูกาเทเร่ชื่นชอบการปีนภูเขามากๆ จึงได้ชวนคนรักของเธอไปด้วยกันแต่เมื่อปีนขึ้นไปจนใกล้จะถึงยอดเขาแล้วนั้น ชายคนรักของเธอก็พลัดตกภูเขาเสียชีวิต ด้วยความเศร้าโศกเสียใจมาก เธอจึงร้องให้ออกมาเสียน้ำตามากมายมหาศาล ท้ายที่สุดน้ำตามากมายมหาศาลที่ไหลลงจากภูเขานั้นก็กลายเป็นธารน้ำแข็งไปชั่วกัลปวสานนั่นเอง

นั่นก็คือเรื่องราวเล็กๆน้อยเกี่ยวกับเมารีแต่ประวัติศาสตร์โดยสังเขปแล้วนิวซีแลนด์นั้นเดิมถูกปกครองโดยชาวเมารี แต่มีนักล่องเรือชาวดัตช์ ชื่อ อาเบล แยนซุน ทัสแมน ได้ล่องเรือเลียบมาทางออสเตรเลียและได้พบเกาะนิวซีแลนด์เข้า และได้พบกับชาวเมารีที่ส่วนใหญ่นั้นเป็นมิตรจึงได้ตั้งชื่อเกาะนี้ว่า Nieuw Zeeland หรือ New Zealand จากนั้นชื่อเสียงของนิวซีแลนด์ก็เป็นที่รู้จักกันในยุโรป เพราะมีธรรมชาติที่สวยงามเหมาะกับการเพาะปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์มาก ต่อมากัปตันเจมส์ คุก ได้ล่องเรือมาบ้าง แต่โชคดีที่มีคนบนเรือสามารถพูดภาษาไวทิงกิได้บ้าง จึงเจรจากับชาวเมารีได้ และพบว่าชาวเมารีเป็นชนเผ่าสายเลือดนับรบ จึงได้ตกลงแลกพืชพันธุ์กับอาวุธจากทางยุโรป และต่อมาเมื่อชาวเมารีมีอาวุธมากจึงสู้รบกันจนชนเผ่าเมารีลดลง ทางอังกฤษจึงได้ส่งคนมาทำสัญญา ที่มีชื่อว่า สนธิสัญญาไวทังกิ ขึ้น และส่งคนมาสำเร็จราชการแทนชื่อ วิลเลียม ฮอบสัน

               การตั้งถิ่นฐานของชาวยุโรปสมัยต้นๆนั้นเริ่มในค.ศ. 1642  เอเบิล แทสแมน นักเดินเรือชาวดัชเป็นผู้ค้นพบเกาะและได้ตั้งชื่อว่าเกาะนิวซีแลนด์   แทสแมนได้พบและปล่อยให้ชาวเมารีจับจองเป็นเจ้าของ และหลังจากแทสแมนไปแล้วอีก 127 ปี พวกเมารีก็อยู่อย่างสุขสบายตามเผ่าต่างๆ ของตนโดยไม่ถูกรบกวน จนกระทั่งถึง ค.ศ. 1769 ที่กับตันเจมส์ คุกได้มาค้นพบเกาะนี้เข้า โดยที่คุกได้เขียนรายงานไว้อย่างชื่นชมในตอนที่ขึ้นฝั่งว่า ต่อไปเมื่อได้มีการจัดตั้งอาณานิคมนักโทษขึ้นในนิวเซาท์เวลส์แล้ว บรรดาผู้ตั้งรกรากอิสระคงจะมีโอกาสทำการค้าไม้สักและป่าลินินกับพวกเมารี

หลังจากนั้น คุกก็ได้จับจองพื้นที่ของนิวซีแลนด์ ก็ได้มีนักเดินทางสำรวจต่อมาอีก คือ เดอ เซอร์วิล (De Surville) ซึ่งได้ทำการสำรวจหลังจากกับตันคุกอีก 2 เดือน ต่อมาก็มีมาเรียน ดู เฟรสเน (Marion du Fresne) ที่ถูกชาวเมารีฆ่าตาย แวนคูเวอร์ (Vancuver) และ คอเธอคาสโตว์ (D’Entrecastaux) และมาลาสปินา (Malaspina)   พวกนักเดินเรือเป็นพวกที่เดินทางมาแวะชั่วคราว แต่การสำรวจของพวกเขาก็นับว่าเป็นการแผ้วถางของการค้าไม้สัก ป่าลินิน แมวน้ำ และปลาวาฬ และต่อมาก็มีการรับซื้อหมูและมันฝรั่งจากพวกเมารีด้วย พวกเมารีเองก็ได้พยายามปรับตัวเองให้เข้ากับการเกษตรและการค้าไม้แบบใหม่ พวกเมารีเองก็ได้รับซื้อสินค้าต่าง จากชาวยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องมือที่ทำด้วยเหล็กและโล่ เมืองท่าทางการค้าที่สำคัญอยู่ที่เมืองซิดนีย์ ซึ่งได้จัดตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1788 โดยอีก 30 ปีต่อมา คือก่อนค.ศ. 1840 นิวซีแลนด์ก็ได้ชื่อว่าเป็นอาณานิคมของผู้เข้ามาตั้งถิ่นฐานที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นอย่างเอาจริงเอาจัง

 ใน ค.ศ. 1800 นักล่าแมวน้ำและนักล่าปลาวาฬจากอเมริกาเหนือและออสเตรเลียเริ่มเข้ามาใช้ประเทศนิวซีแลนด์เป็นฐานที่ใช้สำหรับการล่า   ในช่วง ค.ศ. 1814 พวกมิชชันนารีก็เข้ามาในนิวซีแลนด์ และได้จัดตั้งองค์กรศาสนาคริสต์นิกายอังกฤษขึ้นที่อ่าวแจ็คสันในออสเตรเลีย ต่อมาพวกพระสอนศาสนาชาวฝรั่งเศสชื่อ ปอมปาลิเอ (Pompallier) ได้เข้ามาสอนศาสนาเช่นเดียวกัน พวกมิชชันนารีเหล่านี้ ได้พยายามชักชวนให้พวกเมารีเข้ารีต แต่การดำเนินงานไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนัก จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1833 รัฐบาลอังกฤษได้รับการขอร้องจากพวกมิชชันนารีและพวกพ่อค้า จึงได้จัดตั้งที่พักขึ้นในนิวซีแลนด์ แต่ไม่มีอำนาจอันใดมากนัก เปรียบเสมือนกับการไม่มีนักรบ ซึ่งเป็นคำพูดเหมือนจะเป็นการดูถูกพวกเมารีด้วย อันเนื่องมาจากว่าชาวอังกฤษเองก็ไม่มีอำนาจที่จะรักษาระเบียบแบบแผนเองได้ และพวกเมารีมัวแต่ใช้โล่ที่ซื้อมาจากชาวยุโรปทำสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ด้วยกันอยู่เป็นประจำ ถ้าเมื่อใดก็ตามที่พวกเมารีเหนื่อยล้าจากการทำสงครามแล้ว พวกนี้ถึงจะรับการสอนจากพวกมิชชันนารี แต่อย่างไรก็ตามนับจากช่วง 1830 ถึง 1840 เป็นต้นมา การเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ของพวกเมารีนั้นถือได้ว่ากลับออกมาเป็นในรูปของการที่ให้พวกมิชชันนารีมาสอนอ่านและเขียนให้กับพวกตน ช่วยบำบัดความเจ็บป่วยทางกานและจิตใจ นับว่าเป็นส่วนที่พวกเมารีได้ได้รับเอาจากพวกมิชชันนารีในด้านของสังคม อย่างไรก็ตาม จากการสงครามและการติดเชื้อโรคระบาดจากชาวยุโรป ทำให้จำนวนเหลือเพียง 42,000 คนเท่านั้น ในขณะเดียวกัน การค้าและการอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในนิวซีแลนด์ของชาวยุโรปก็มีจำนวนที่มากขึ้นเช่นกัน

นับจาก ค.ศ. 1830 เป็นต้นมา ได้เกิดการจลาจลขึ้นในนิวซีแลนด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศูนย์กลางการจับปลาวาฬและศูนย์กลางของพวกมิชชันนารีที่ตั้งอยู่ตามเมืองท่าต่างๆของเกาะ ก่อน ค.ศ. 1838 ชาวยุโรปที่อาศัยอยู่ในประเทศยังมีเพียง 2,000 คนเท่านั้น ประกอบกับในอังกฤษนั้น ความสนใจในนิวซีแลนด์ก็มีมากขึ้น กระตุ้นให้ชาวยุโรปวางแผนที่จะตั้งถิ่นฐานในนิวซีแลนด์ด้วยการจัดส่งคนให้เข้ามาตั้งถิ่นฐานก่อนพวกฝรั่งเศส ตัวแทนของมิชชันนารีและพวกพ่อค้าทั้งหลาย ในที่สุดรัฐบาลอังกฤษได้ยกเลิกนโยบายการเข้าแทรกแซง โดยการเพิ่มอำนาจให้ร้อยเอก เจมส์ ฮอบสัน(James Hobson) เป็นผู้ช่วยข้าหลวง ขึ้นตรงกับรัฐบาลของรัฐนิวเซาท์เวลส์ เพื่อดำเนินการในการครอบครองนิวซีแลนด์ต่อไป ด้วยเหตุนี้ในปี ค.ศ. 1840 ฮอบสันจึงได้เดินทางมาถึงเบย์ ออฟ ไอซ์แลนด์ (Bay of Island) และลงนามสนธิสัญญาไวทังกิ (Treaty of Waitangi) โดยสนธิสัญญาฉบับนี้กล่าวถึงความสัมพันธ์อันสนิทแนบแน่นระหว่างชาวเมารีกับชาวยุโรปที่ชาวเมารีเรียกเป็นภาษาของตนว่า พะเคหะ (Pakeha) พวกเมารียอมที่จะสูญเสียอำนาจอธิปไตยให้แก่พระราชินีอังกฤษ (ตรงกับสมัยพระนางวิคตอเรีย) และยินยอมให้หลักประกันเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของที่ดิน ป่าไม้ และการจับปลาแก่อังกฤษ โดยที่ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของอังกฤษมีสิทธิและอภิสิทธิ์ดังกล่าวด้วยแต่การซื้อดินแดนต่างๆ ของพวกเมารีนั้นอยู่ในพระราชอำนาจของพระราชินีอังกฤษแต่เพียงพระองค์เดียว

ทัวร์รัสเซียขึ้นสายการบินไหนดี

russia-06

หากว่าท่านไปทัวร์รัสเซียกับบริษัทนำเที่ยวท่านไม่ต้องกลัวเรื่องสายการบินเพราะเค้าได้จองที่เหมาะที่สุดไว้แล้วบางครั้งอาจจะเป็นการเช่าเหมาลำด้วยซ้ำแต่ส่วนใหญ่จะเป็นสายการบินพานิชธรรมดานี่ละครับแต่หากว่าท่านเดินทางทัวร์ยุโรปหรือทัวร์รัสเซียคนเดียวควรจะศึกษาให้ดีก่อนนะครับว่ามีสายการบินไหนบ้างที่บินตรงจากประเทศไทยหรือว่าเราต้องไปนั่งเครื่องต่อที่ประเทศไทยดูให้ละเอียดทัวร์คนเดียวครั้งแรกมีความเสี่ยงที่จะสบสันเรื่องเที่ยวบินได้หากท่านไม่มีข้อมูลเลยอยากเดินทางเที่ยวรัสเซียลองเข้าไปที่เว็บไซต์ท่องเที่ยวที่เป็นเว็บบอร์ดนะครับท่านหาโพสต์หรือว่ากระทู้ที่คนอื่นที่เค้าเคยเดินทางมาแล้วแนะนำดูครับมีให้เราดูเป็นตัวอย่างมากมายนอกจากเรื่องสายการบินแล้วท่านอาจจะได้เส้นทางท่องเที่ยวเรื่องของรถโดยสารสาธารณะเช่นเดียวกัน

               นอกจากนี้ท่านยังอาจจะได้เรื่องสายการบินภายในประเทศอย่างที่รู้กันนะครับว่ารัสเซียเป็นประเทศที่ใหญ่การเดินทางนั้นมีสายการบินภายในประเทศเยอะมากเราเดินทางไปเที่ยวก็ต้องใช้เช่นเดียวกันเพราะหากจะนั่งอย่างอื่นไปอาจจะเป็นการเสียเวลาเดินทางแทนที่จะได้เที่ยวอย่างคุ้มค่านะครับ เที่ยวเมืองเดียวไม่น่าคุ้มแต่เลือกสายการบินหน่อยล่ะกันนะครับที่รัสเซียได้ข่างเครื่องบินตกบ่อยน่ากลัวเหมือนกันนะแม้เป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีก็ตามทีแต่ก็ยังมีข้อผิดพลาดให้เราได้เห็นกันอยู่อย่างต่อเนื่อง เราขอให้ท่านปลอดภัยล่ะกับการทัวร์รัสเซียของท่านทุกๆครั้งนะครับและก็เที่ยวอย่างมีความสุข

ทัวร์ยุโรปตะวันออกด้วยตัวเอง

europe-09

ประเทศในแถบยุโรปนั้นมีมากมายหลายประเทศเลยทีเดียว ซึ่งแต่ละประเทศนั้นก็มีสถานที่เที่ยวน่าสนใจหลายที่เช่นกัน โดยที่ในวันนี้จะเน้นไปที่การทัวร์ยุโรปแถบตะวันออกกันค่ะ โดยจะยกตัวอย่างเมืองสำหรับคนที่กำลังจะไปทัวร์ยุโรปด้วยตัวเอง สามารถเดินทางได้ง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน โดยประเทศที่จะไปมี เยอรมัน เช็ค ออสเตรียค่ะ

โดยเริ่มต้นจากเมืองเนินร์แบร์ก หรือนูเรมเบิร์ก ใช้เวลาเดินทาง 3 ช่วงโมงจากแฟรงค์เฟิร์ต โดยเมืองนี้เป็นเมืองเก่าที่มีสถาปัตยกรรมสวยงาม ที่เต็มไปด้วยโบสถ์คริสต์เก่าแก่ แวะชมน้ำพุ เอเฮ่ะคารุสเซลล์ ที่นอกจากจะมีความสวยงามแล้วยังแฝงไว้ด้วยข้อคิด นับว่าเป็นชิ้นงานศิลปะที่มีความหมายดีมากเลยทีเดียว   จากนั้นไปต่อกันด้วยเมืองปราก ประเทศเช็ก สถานที่สำคัญคือปราสาทปราก ซึ่งเคยเป็นปราสาทของกษัตริย์แห่งเช็กในอดีต อีกทั้งเคยได้รับการรับรองจากกินเนสส์บุ๊ก ว่าเป็นปราสาทโบราณที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย แต่ปัจจุบันรัฐบาลทำเป็นทำเนียบประธานาธิบดีตัวปราสาทนั้นมีความสวยงามคงสถาปัตยกรรมเก่าแก่ไว้อย่างทรงคุณค่า

เมืองสุดท้ายนี้คือ เมืองซาลส์บูร์ก ประเทศออสเตรียค่ะ เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสี่ของออสเตรีย และยังเป็นบ้านเกิดของคีตกวีระดับโลกอย่าง โวล์ฟกังก์ อมาเดอุส โมซาร์ท เมืองซาลส์บูร์ก เต็มไปด้วยงานศิลปะแบบบาโรค ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม และรวมถึงงานศิลปะแขนงอื่นๆ เรียกได้ว่าเป็นนครหลวงแห่งศิลปะบาโรคเลยทีเดียว จึงไม่แปลกที่เมืองนี้เป็นที่ชุมนุมของศิลปิน และเหล่าบรรดาผู้ที่หลงใหลในเสียงดนตรี นอกจากนี้ เมืองซาลส์บูร์กยังตั้งอยู่ริมแม่น้ำซาลซักค์ (Salzach) ซึ่งเป็นเป็นแม่น้ำที่ไหลผ่านเทือกเขาแอลป์ มีคูคลองพาดผ่านตัวเมือง เลยกลายเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของคนออสเตรียและนักท่องเที่ยวทั่วไป แผนสั้น ๆ ที่สามารถเที่ยวได้ 3 ประเทศในไม่กี่วัน ลองเอาไปประยุกต์ดูนะคะ รับรองเที่ยวสนุกค่ะ

ทัวร์ออสเตรเลียหารเฉลี่ย

australia-05

เที่ยวต่างประเทศเราก็ประหยัดได้นะครับหากเรามีการจัดการหรือวางแผนที่ดีวันนี้เราอยากจะนำเสนอการทัวร์ออสเตรเลียที่สามารถทำให้ท่านประหยัดเงินหรือใช่จ่ายเรื่องการเดินทางค่าที่พักได้มากทีเดียวที่เราจะแนะนำนั่นก็คือทัวร์ออสเตรเลียแบบหารเฉลี่ย ขอบอกก่อนนะครับทัวร์แบบนี้เหมาะกับคนที่ต้องการเดินทางแต่มีงบน้อยหรือว่าต้องการประหยัดและทุกนก็ต้องเคารพการเดินทางที่จะต้องวางกติกากันเอาไว้อย่างดีเพราะไปกันเองแบบนี้จะคุมกันลำบากนิดนึงแต่เชื่อว่าหากเป็นผู้ใหญ่กันแล้วก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร การทัวร์แบบนี้มีมานานแล้วนะครับในต่างประเทศแต่สำหรับประเทศไทยของเราเพิ่มเริ่มมีการใช้แบบที่เป็นเฉพาะกลุ่ม หากท่านเป็นคนที่สนใจเรื่องสังคม การใช้สังคมออนไลน์ในการทัวร์แบบหารเฉลี่ยมีอยู่ทั่วไปนะครับหากท่านค้นหาในช่องค้นหาว่าทัวร์หารเฉลี่ยท่านจะเจอกลุ่มต่างๆมากมายลองเข้าไปพูดคุยกันดูนะครับเชื่อว่าสามารถเข้ากลุ่มได้ไม่ยากอาจจะได้เป็นเพื่อนเดินทางท่องเที่ยวกันอีกหลายๆทริปก็ได้นะ

               แต่ถ้าให้เราแนะนำนะครับอยากให้ท่านรวมกลุ่มกับเพื่อนๆหรือว่าญาติจะดีที่สุดเพราะอย่างน้อยคุยกันได้ง่ายเรื่องเวลาที่จะเที่ยวที่ไหนกันบ้างหากไปกับคนที่ไม่เคยรู้จักบางครั้งเราไม่ชอบที่นั่นแต่เมื่อความเกรงใจเข้ามาครอบงำอาจจะไม่กล้าพูดกล้าแสดงความคิดเห็นแม้บางครั้งจะมีรายการเดินทางมาให้เราดูก่อนก็ตามทีแต่หากท่านไม่คิดมากก็น่าสนใจดีทีเดียว ผมเองก็อยากไปเที่ยวแบบหารเฉลี่ยเลยในการทัวร์ออสเตรเลียคราวหน้า

ทัวร์อเมริกากด Like 10 เมืองสุดโรแมนติกในอเมริกา

          america-06

หากพูดถึงดินแดนอันสุดแสนจะโรแมนติกสำหรับคู่รักหลาย ๆ คน เราอาจจะนึกไปถึงแดนกิมจิอย่างเกาหลี อิตาลี หรือเนเธอร์แลนด์ที่มีบรรยากาศสุดหวาน เพราะประเทศเหล่านี้ขึ้นชื่อเรื่องการเป็นสถานที่ฮันนีมูนที่ดีอันดับต้น ๆ เลยล่ะ แต่หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังวางแผนบินลัดฟ้าไปต่างประเทศ เพื่อพักผ่อนหลังแต่งงาน หรือฮันนีมูน แต่อยากจะไปในสถานที่ที่แตกต่างกับคนอื่นบ้างแล้วล่ะก็  วันนี้ทัวร์อเมริกาขอแนะนำประเทศสหรัฐอเมริกา จุดหมายอันดับหนึ่งของคนทั่วโลก ใครบอกว่าที่นี่มีแต่ความวุ่นวาย จะบอกให้ว่าหลาย ๆ เมืองในอเมริกามีบรรยากาศที่สุดแสนจะโรแมนติกอย่าบอกใคร เหมาะสำหรับคู่รักหวานแหววซะเหลือเกิน ซึ่งชาวอเมริกันเค้าได้มีการจัดอันดับ 10 เมืองโรแมนติกที่สุดในอเมริกามาให้ดูกันแล้ว ว่าแล้วก็ไปดูว่ามีเมืองไหนกันบ้าง …

          1. โฮโนลูลู แม้ว่าโฮโนลูลูจะเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในฮาวาย แต่ก็เป็นสถานที่ที่ขึ้นชื่อเรื่องความปลอดภัยของบ้านเมือง และบรรยากาศสงบ ๆ ที่ซ่อนอยู่ในเมืองหนาแน่นแห่งนี้ ที่สำคัญเป็นเมืองเกาะ รายล้อมไปด้วยท้องทะเล จึงไม่แปลกที่เมื่อพระอาทิตย์ตกดินเมื่อไหร่ เมืองนี้จะมีกลิ่นอายแห่งความโรแมนติกเข้ามาแทนที่ความวุ่นวายทันที

          2. ชาร์ลสตัน รัฐเวอร์จิเนีย เป็นจุดหมายที่เป็นที่นิยมของชาวอเมริกันเหลือเกิน ด้วยทัศนียภาพที่สวยงาม และมีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งโบสถ์ สถานที่ทางประวัติศาสตร์ และสถานที่ที่เต็มไปด้วยแสงไฟยามค่ำคืน จึงทำให้ที่นี่เป็นจุดหมายอันดับต้น ๆ ของคู่รักชาวอเมริกันเลยทีเดียว

          3. ซาน ฟรานซิสโก เมืองนี้ขอบอกว่าใครไม่ไปเห็นกับตาตัวเอง คงไม่รู้สึกถึงเสน่ห์ที่ดึงดูดให้ผู้มาเยือนหลงใหล จนรู้สึกว่าเป็นมากกว่าความประทับใจ ด้วยทัศนียภาพทางธรรมชาติที่หลากหลาย ที่ผสมผสานกับความเป็นเมืองได้อย่างลงตัว

          4. นิว ออร์ลีนส์ หากคุณมองหาสถานที่สงบ ๆ นิวออร์ลีนน่าจะเป็นเมืองที่สุดพิเศษสำหรับคุณในการเดินทางครั้งนี้ เพราะที่นี่มีหลากหลายสถานที่ที่รายล้อมไปด้วยสีเขียว หายใจได้อย่างเต็มปอดกันเลยทีเดียว

          5. ซานตาเฟ่ เมืองนี้เป็นเมืองเล็ก ๆ ที่บอกได้คำเดียวว่า เก๋ และน่ารักเอามาก ๆ สถานที่ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นบ้านคนหรือโบสถ์ต่าง ๆ สร้างขึ้นด้วยสีเอิร์ธโทนทั้งนั้น และที่สำคัญยังมีเอกลักษณ์ตรงที่คนที่นี่มักก่อสร้างที่อยู่อาศัยด้วยดิน เหมาะสำหรับคนที่ชอบบรรยากาศโรแมนติกแบบย้อนยุค

          6. ซานดิเอโก แคลิฟอร์เนีย แม้จะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองคนรวย แต่ก็เป็นอีกหนึ่งเมืองที่ธรรมชาติ และความเป็นเมืองอยู่ด้วยกันอย่างลงตัว พร้อมทั้งยังมีบรรยากาศดี ๆ อากาศดี ๆ ให้คุณหายใจได้เต็มปอด และยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นทะเล ชายหาด โบสถ์ หรือสถานที่สุดทันสมัย เรียกว่ามาเมืองเดียวได้ครบทุกรสชาติเลย

           7. ซานแอนโตนิโอ ในเท็กซัส เมืองที่เสน่ห์อยู่ในความวุ่นวายของผู้คน ใครที่รักเสียงเพลงและความครึกครื้นยามค่ำคืน ที่นี่ดูจะเหมาะเหม็งที่สุดเลยทีเดียว

          8. ลาสเวกัส ขึ้นชื่อเรื่องเมืองแห่งแสงสี ไนท์ไลฟ์ แต่ไม่ได้เด่นเรื่องคาสิโนอย่างเดียวนะ เพราะหากมองให้ลึก ๆ แล้ว สีสันยามค่ำคืนนี่แหละที่เป็นเสน่ห์ของเมืองนี้ ที่ทำให้ผู้คนที่เคยไปเยือนครั้งแรก อยากกลับไปเยือนอีกครั้งและอีกครั้งมาแล้ว

          9. ไมอามี่ เมืองที่น่าตื่นเต้นที่สุดในฟลอริดา แต่ทว่าสวยงามด้วยต้นปาล์มที่ถูกปลูกไว้ทั่วเมือง รวมถึงสีสันยามค่ำคืนของที่นี่ก็ไม่ได้เป็นรองใครด้วย

          10. นิวยอร์ค เมืองแห่งความทันสมัย และนี่คงจะเป็นเสน่ห์ที่ไม่เพียงแต่จะดึงดูดให้เหล่านักธุรกิจเข้ามาเยือนเท่านั้น แต่นักท่องเที่ยวก็ไม่แพ้กัน และนอกจากจะทันสมัยแล้ว ยังซ่อนกลิ่นอายของประวัติศาสตร์อันแสนยาวนานของเมืองนี้ไว้ลึก ๆ อีกด้วย