Archive for ท่องเที่ยว

ล่องเรือแม่น้ำหวงผู่

china-0019

หากคนที่คิดกำลังจะไปทัวร์จีนท่านใดที่มีนิสัยที่รักธรรมชาติและชอบชื่นชมความสวยงามของเมืองด้วยการล่องเรือแล้วล่ะก็ผมขอแนะนำให้เลือกเมืองเซี่ยงไฮ้อยู่ในโปรแกรมทัวร์จีนของท่านด้วยครับเพราะเนื่องจากว่าที่เมืองเซี่ยงไฮ้นี้เขามีแม่น้ำอยู่สายหนึ่งที่เราสามารถล่องเรือเพื่อชมบรรยากาศอันสวยงามรอบเมืองเซี่ยงไฮ้ได้โดยง่ายซึ่งแม่น้ำแห่งนี้ปัจจุบันได้กลายเป็นแม่น้ำสายการท่องเที่ยวของจีนไปโดยปริยายแล้ว เมื่อพูดมาถึงขนาดนี้แล้วเชื่อว่าหลายคนคงอยากจะทราบแล้วว่าแม่น้ำที่ผมพูดถึงนี้คือแม่น้ำอะไรดังนั้นเราไปพบกับแม่น้ำสายนี้กันดีกว่าครับกับแม่น้ำที่มีชื่อว่า “หวงผู่”

               แม่น้ำหวงผู่หรือ Huangpu river นั้นเป็นเส้นทางเดินเรือหลักของเมืองเซี่ยงไฮ้ที่มีความคดเคี้ยวแห่งหนึ่งของประเทศจีนโดยแม่น้ำหวงผู่นี้จะไหลจากปากแม่น้ำแยงซีเกียงในเมืองอู๋ซ่งไปยังทะเลจีนตะวันออกมีความยาวรวมทั้งสิ้น 71 ไมล์ กว้าง 0.25 ไมล์ และลึก 30 ฟุต โดยประมาณ มีระยะทางจากทางตอนเหนือสู่ตัวเมืองเซี่ยงไฮ้รวมทั้งสิ้น 18 ไมล์ ซึ่งการไหลผ่านของแม่น้ำหวงผู่นี้แบ่งได้ตัวเมืองเซี่ยงไฮ้ออกเป็น 2 ฝั่ง คือ ฝั่งตะวันออก และ ตะวันตก

ด้วยลักษณะภูมิประเทศดังที่กล่าวมานี้เองจึงทำให้เกิดกิจกรรมการล่องเรือขึ้นเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ไปทัวร์จีนและมาเยือนเมืองเซี่ยงไฮ้ให้ได้เพลิดเพลินกับกิจกรรมต่างๆ บนเรือทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน ไม่ว่าจะเป็นการล่องเรือชมตึกสูงระฟ้า หอไข่มุก หอจินเหมา รวมถึงสิ่งก่อสร้างอื่นๆ รอบเมืองเซี่ยงไฮ้ก็สามารถกระทำได้โดยง่าย

เมืองโพคารา

Nepal-07

สำหรับคนที่กำลังคิดจะไปทัวร์เนปาลเมื่อได้ยินคำว่าโพคาราแล้วหากไม่มีความรู้เกี่ยวกับประเทศเนปาลมาก่อนอาจจะคิดว่าโพคาราเป็นชื่อของพระราชวังที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลกแต่ในความเป็นจริงแล้วเมืองโพคารากับพระราชวังโปตาลานั้นแม้จะออกเสียงใกล้เคียงกันแต่ก็ไม่เหมือนกันโดยสิ้นเชิงอีกทั้งยังอยู่กันคนละที่โดยเมืองโพคารานั้นอยู่ในประเทศเนปาลในขณะที่พระราชวังโปตาลานั้นอยู่ประเทศทิเบตครับ

               สาเหตุที่เมืองโพคาราเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักท่องเที่ยวที่ไปทัวร์เนปาลนั้นก็เพราะว่าเมืองโพคาราเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากเมืองกาฐมาณฑุ ซึ่งเมืองโพคารานี้ได้รับการขนานนามว่าเป็น “สวรรค์บนดิน” เลยทีเดียว

               จุดเด่นของเมืองโพคารานั้นนอกจากการเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของเนปาลแล้ว โพคารายังเป็นเมืองที่อยู่ใกล้เทือกเขาหิมาลัยมากที่สุดโดยห่างเพียงแค่ 30 กิโลเมตรดังนั้นเราจึงสามารถมองเห็นเทือกเขาหิมาลัยได้อย่างชัดเจนโดยเฉพาะอย่างยิ่งยอดเขามัจฉาปูชเรหรือยอดเขาหางปลาที่เป็น 1 ใน 8 ยอดเขาแห่งอันนะปูรณะที่นักท่องเที่ยวที่มาทัวร์เนปาลต้องไปยลโฉมให้ได้

               ความงามของเมืองโพคารายังไม่หมดเพียงแค่นั้นเพราะนอกจากจุดชมวิวที่สวยงามที่สุดแล้วเมืองโพคาราเองยังมีทะเลสาปที่เรียกได้ว่าสวยงามติดอันดับต้นๆ ของโลกที่มีชื่อว่าทะเลสาปเฟวา โดยในวันที่อากาศแจ่มใสไร้หมอก ภาพของเทือกเขามัจฉาปูชเรจะสะท้อนลงมายังผืนน้ำทะเลสาปทำให้เกิดภาพที่สวยงามน่าดูชม

ทำไมต้องหลวงพระบาง

laos-08

ไม่ทราบว่าคนที่คิดจะไปเที่ยวลาวนั้นเคยมีความสงสัยกับบ้างไหมครับว่าเหตุใดคนจึงนิยมไปทัวร์หลวงพระบางกันทั้งๆ ที่เมืองหลวงของประเทศลาวนั้นคือเมืองเวียงจันท์ที่น่าจะคึกคักกว่ากันตั้งเยอะซึ่งต้องขอบอกว่าครับว่าคนที่เขาไปทัวร์ลาวกันนั้นส่วนใหญ่มักจะไปเยี่ยมชมกลิ่นอายธรรมชาติ ศิลปะวัฒนธรรมและประเพณีวิถีชีวิตความเป็นอยู่แบบท้องถิ่นกันมากกว่าครับเพราะการเที่ยวแบบสิ่งอำนวยความสะดวกสบายนั้นไม่ว่าจะไปที่ไหน แห่งใดหรือประเทศใดก็มีทั้งสิ้นดังนั้นการไปทัวร์หลวงพระบางจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจและเหมาะสมที่สุดสำหรับการไปทัวร์ลาวครับ

               หลวงพระบางนั้นเป็นเมืองเก่าแก่ของอาณาจักรล้านช้าง เดิมมีชื่อว่าเมืองซวาเคยเป็นอดีตราชธานีของอาณาจักรล้านช้างต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเมืองใหม่ว่าเชียงทอง ปัจจุบันเรียกกันว่าเมืองหลวงพระบาง

               เมืองหลวงพระบางนั้นตั้งอยู่ทางภาคเหนือของประเทศลาวโดยตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงและแม่น้ำคาน ซึ่งไหลมาบรรจบกัน จึงทำให้ทัศนียภาพของเมืองหลวงพระบางนี้งดงามยิ่งนัก

               จุดเด่นของเมืองหลวงพระบางที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่ไปทัวร์ลาวต้องมาเยี่ยมชมก็คือบรรดาศิลปะวัฒนธรรมแบบล้านช้างที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ไม่ว่าจะเป็นพระธาตุหลวงหรือวัดเก่าแก่ต่างๆ ที่ยังคงผลงานฝีมือของช่างชาวล้านช้างดั้งเดิมไว้ไม่มีเปลี่ยนแปลงรวมไปถึงวิถีชีวิตของชาวลาวในแถบนี้ที่ยังคงสภาพไว้แบบดั้งเดิมไม่มีเปลี่ยนแปลงทุกประการและสิ่งที่สำคัญที่สุดคือหลวงพระบางแห่งนี้ได้รับการยกย่องและขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็นเมืองมรดกโลกเหมือนสุโขทัยและอยุธยาของบ้านเราอีกด้วยครับ

ทำไมต้องไปทัวร์มัลดีฟส์

maldives-07

ทำไมต้องไปทัวร์มัลดีฟส์ คำตอบคงเป็นเพราะที่เกาะมัลดีฟส์นั้นมีความสวยงาม มีความเป็นธรรมชาติที่เรียกได้ว่าสวรรค์ของคนรักท้องทะเลและบรรยากาศที่สวยงาม เงียบสงบ เหมาะกับการพักผ่อนอย่างแท้จริง นี่คงพอเป็นเหตุผลหลักๆ ของหลาย ๆ คนที่เลือกจะไปพักผ่อนยังเกาะเล็ก ๆ กลางมหาสมุทรอินเดียที่เรารู้จักกันว่า มัลดีฟส์

               และการไปทัวร์มัลดีฟส์นั้น ปัจจุบันถือว่าสะดวกมาก เพราะเราสามารถจองสายการบิน จองที่พักได้ผ่านทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งทำให้เราสามารถเลือกที่พักจากโปรโมชั่น หรือ จากรูปภาพที่ทางรีสอร์ทต่าง ๆ ลงโฆษณาไว้ และ ทำให้เราสามารถคำนวณค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ และ อีกเหตุผลที่ทำให้คนเลือกไปเที่ยวที่มัลดีฟส์คงเพราะค่าใช้จ่ายไม่แพงมากนักสามารถเดินทางไปเที่ยวและพักได้อย่างสบาย ๆ อีกทั้งราคาแพคเกจทัวร์มัลดีฟส์นั้นก็มีให้เลือกตามความต้องการซึ่งราคามีทั้งแพงและถูกซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนวันที่เราต้องการไปและที่พักว่าอยู่ในระดับไหน

               แต่โดยภาพรวมของการไปทัวร์มัลดีฟส์นั้น หลาย ๆ คนเลือกไปเพราะบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ มีกิจกรรมหลากหลายทั้งดำน้ำ เล่นกีฬาทางน้ำต่าง ๆ และ รีสอร์ทระดับห้าดาวหลาย ๆ แห่งมักมีกิจกรรมอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น สปา เป็นต้น ซึ่งหลาย ๆ คนที่เลือกซื้อแพคเกจทัวร์มัลดีฟส์ นั้น มักเลือกที่มีบริการเสริมต่าง ๆ เพื่อให้มีกิจกรรมทำระหว่างที่พักบนเกาะ หรือ บางคนอาจเลือกไปเพราะอยากหลบความวุ่นวายไปพักผ่อนอย่างเงียบ ๆ เพื่อชาร์ทพลังให้กับตัวเอง หรือ ไปเที่ยวแบบหมู่คณะซึ่งสามารถให้บริษัททัวร์จัดแพคเกจได้ตามความต้องการก็สามารถทำได้เช่นกัน

ประวัติความเป็นมาของชนพื้นเมืองเมารี

NewZealand-01

ใครที่ได้ไปเที่ยวประเทศนิวซีแลนด์ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก เพราะนอกจากท่านจะได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติต่างๆแล้วยังได้พบกับสิ่งที่ถือว่าเป็นมรดกโลกที่สำคัญชิ้นหนึ่ง นั่นก็คือ “เมารี” อาจมีคนสงสัยอะไรคือ “เมารี” วันนี้เราชาวทัวร์นิวซีแลนด์จะพาท่านไปเจาะลึกถึงชนพื้นเมืองที่ถูกเรียกขานว่า “เมารี”

                เมารีเป็นโปลินิเชียนเผ่าแรกที่อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศนิวซีแลนด์ เมารีในนิวซีแลนด์นั้น ตาม สรีระวิทยา ภาษา และวัฒนธรรมแล้วจัดได้ว่าเป็นพวกหนึ่งของกลุ่มโปลินิเชียน ซึ่งได้เข้าครอบครองส่วนใต้ของหมู่เกาะโปลินิเชียนรูป สี่เหลี่ยมผืนผ้าที่กินบริเวรทางตอนเหนือถึงหมู่เกาะฮาวายไปจนสุดเกาะฮีสเตอร์ ซึ่งเชื่อกันว่าเผ่าเมารีนั้นมาจากตาฮิติ ได้เดินทางมาถึงประเทศนิวซีแลนด์ทางเกาะคุก การเข้ามาตั้งถิ่นฐานครั้งนี้มีหลักฐานปรากฏมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 6 มีนักประวัติศาสตร์กลุ่มหนึ่งได้ถกเถียงกันว่า เมารีได้เข้ามาสู่เกาะนิวซีแลนด์ มิใช่ว่าเข้ามาสำรวจอย่างมีแผนการ แต่เป็นโดยความบังเอิญมากกว่า ชาวเมารีเรียกหมู่เกาะนิวซีแลนด์นี้เป็นภาษาเมารีว่า Aotearoa ซึ่งแปลว่า ดินแดนแห่งเมฆขาวที่ยาวไกล

ประเพณีของชาวเมารีเป็นแบบเดียวกันกับพวกฮาวาย แต่ปัจจุบันนี้ประเพณีแบบนี้ยัง ปฏิบัติกันในหมู่เกาะโซไซตี้ (Society Island) ซึ่งเป็นหมู่เกาะดั้งเดิมของพวกเมารี ตามที่ปรากฏในนิยายปรัมปราว่า วีรบุรุษทางวัฒนธรรมของพวกเมารีชื่อว่า เมาอี (Maoi) ได้แล่นเรือไปจับปลาไกลถึงเกาะเหนือของนิวซีแลนด์ โดยการใช้ขากรรไกรของย่าของเขาทำเป็นเบ็ด และสำหรับชาวฮาวายแล้วพูดกันว่า หัวหน้าคูเป (Kupe) ซึ่งมีผิวสีน้ำตาลเป็นนักผจญภัยแบบเดียวกับโฮเดสซีอุส (Hodesseus) ของกรีกได้กลับมาเล่าให้ประชาชนของตนฟังถึงการเดินทางอันน่าตื่นเต้นว่าได้ ไปค้นพบแหล่งที่จับปลาของพวกเมารีอีกครั้งหนึ่ง

หลักฐานทางโบราณคดี เชื่อได้ว่าพวกเมารีตอนต้นๆ ดำเนินชีวิตด้วยวิธีการล่าสัตว์ และการจับปลาเป็นอาหาร พวกเขาได้ชื่อว่าเป็นพวกล่านกเมา ต่อมาเมารีส (Maoris) เนื่องจากชนเผ่าเมารีชอบที่จะล่านกไม่มีปีกขนาดใหญ่เป็นประจำ ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 14 พวกเมารีเริ่มจะขยับขยายลงมาทางเกาะใต้ เนื่องจากนกเมาเริ่มขาดแคลน พวกเมารีจึงจำเป็นต้องหาอาหารอย่างแร้นแค้น และต้องลงมาอยู่รวมกันในพื้นที่อบอุ่นกว่าเดิมในเกาะเหนือ เพื่อที่จะหาทางเพาะปลูกมันฝรั่งแบบหวาน ซึ่งเรียกเป็นภาษาถิ่นพื้นเมือง คุมารา (Kumara) ได้ง่ายขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม พวกนี้ก็ยังเป้นพวกกึ่งเร่ร่อนอยู่ตามเดิม แบ่งออกเป็นหน่วยสังคมย่อยๆ หลายหน่วย ดำเนินชีวิตอยู่ด้วยการจับนกตามพุ่มไม้เป็นอาหารและจับปลาในแม่น้ำ ทะเลสาบ และทะเล กัปตันคุดได้สำรวจจำนวนของพวกเมารีตามการคาดคะเนของตนว่ามีแค่เพียง 240,000 คนเท่านั้น ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ทางชายฝั่งทางทะเลตอนเหนือของเกาะ

เรื่องราวของธารน้ำแข็งฟรานโจเซฟก็เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับชาวเมารีเช่นกัน ถ้ามีโอกาสไปเที่ยวนิวซีแลนด์แล้วต้องไปธารน้ำแข็งที่มีชื่อเสียงมากที่สุด 2 แห่งภายในเขตอุทยานแห่งชาติเวสต์แลนด์ ได้แก่ธารน้ำแข็งฟรานโจเซฟ (Franz Joseph Glacier) และธารน้ำแข็งฟ็อกซ์ (Fox Glacier) จัดได้ว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลักของประเทศที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ โดยธารน้ำแข็งคู่มีความยาวประมาณ 13 กิโลเมตร

จุดเด่นที่แตกต่างไม่เหมือนกับธารน้ำแข็งอื่นๆ นั้นก็คือ ธารน้ำแข็งคู่นี้ไหลมาจากบริเวรที่มีหิมะปกคลุมตลอดเวลา ไปยังเขตป่าดิบชื้นซึ่งอยู่ใกล้ทะเลมากๆ และมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง ลักษณะเช่นนี้ไม่สามารถจะพบในที่อื่นๆได้เลย อาจจะกล่าวได้ว่า ไม่มีที่ใดในโลกที่จะสามารถเข้าถึงธารน้ำแข็งในอุณหภูมิปกติง่ายดายเช่นนี้

ธารน้ำแข็งแห่งนี้มีความสำคัญต่อชาวเมารีนั่งก็คือว่า เดิมแล้วชาวเมารีเรียกธารน้ำแข็งฟรานโจเซฟแห่งนี้ว่าคา รอยมาทา โอ ฮีเน ฮูกาเทเร” (Ka Roimata o Hine Hukatere) แปลว่า น้ำตาแห่งสตรีหิมะโดยตามตำนานได้เล่าว่ามีสตรีหิมะผู้หนึ่งชื่อว่า ฮีเน่ ฮูกาเทเร่ชื่นชอบการปีนภูเขามากๆ จึงได้ชวนคนรักของเธอไปด้วยกันแต่เมื่อปีนขึ้นไปจนใกล้จะถึงยอดเขาแล้วนั้น ชายคนรักของเธอก็พลัดตกภูเขาเสียชีวิต ด้วยความเศร้าโศกเสียใจมาก เธอจึงร้องให้ออกมาเสียน้ำตามากมายมหาศาล ท้ายที่สุดน้ำตามากมายมหาศาลที่ไหลลงจากภูเขานั้นก็กลายเป็นธารน้ำแข็งไปชั่วกัลปวสานนั่นเอง

นั่นก็คือเรื่องราวเล็กๆน้อยเกี่ยวกับเมารีแต่ประวัติศาสตร์โดยสังเขปแล้วนิวซีแลนด์นั้นเดิมถูกปกครองโดยชาวเมารี แต่มีนักล่องเรือชาวดัตช์ ชื่อ อาเบล แยนซุน ทัสแมน ได้ล่องเรือเลียบมาทางออสเตรเลียและได้พบเกาะนิวซีแลนด์เข้า และได้พบกับชาวเมารีที่ส่วนใหญ่นั้นเป็นมิตรจึงได้ตั้งชื่อเกาะนี้ว่า Nieuw Zeeland หรือ New Zealand จากนั้นชื่อเสียงของนิวซีแลนด์ก็เป็นที่รู้จักกันในยุโรป เพราะมีธรรมชาติที่สวยงามเหมาะกับการเพาะปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์มาก ต่อมากัปตันเจมส์ คุก ได้ล่องเรือมาบ้าง แต่โชคดีที่มีคนบนเรือสามารถพูดภาษาไวทิงกิได้บ้าง จึงเจรจากับชาวเมารีได้ และพบว่าชาวเมารีเป็นชนเผ่าสายเลือดนับรบ จึงได้ตกลงแลกพืชพันธุ์กับอาวุธจากทางยุโรป และต่อมาเมื่อชาวเมารีมีอาวุธมากจึงสู้รบกันจนชนเผ่าเมารีลดลง ทางอังกฤษจึงได้ส่งคนมาทำสัญญา ที่มีชื่อว่า สนธิสัญญาไวทังกิ ขึ้น และส่งคนมาสำเร็จราชการแทนชื่อ วิลเลียม ฮอบสัน

               การตั้งถิ่นฐานของชาวยุโรปสมัยต้นๆนั้นเริ่มในค.ศ. 1642  เอเบิล แทสแมน นักเดินเรือชาวดัชเป็นผู้ค้นพบเกาะและได้ตั้งชื่อว่าเกาะนิวซีแลนด์   แทสแมนได้พบและปล่อยให้ชาวเมารีจับจองเป็นเจ้าของ และหลังจากแทสแมนไปแล้วอีก 127 ปี พวกเมารีก็อยู่อย่างสุขสบายตามเผ่าต่างๆ ของตนโดยไม่ถูกรบกวน จนกระทั่งถึง ค.ศ. 1769 ที่กับตันเจมส์ คุกได้มาค้นพบเกาะนี้เข้า โดยที่คุกได้เขียนรายงานไว้อย่างชื่นชมในตอนที่ขึ้นฝั่งว่า ต่อไปเมื่อได้มีการจัดตั้งอาณานิคมนักโทษขึ้นในนิวเซาท์เวลส์แล้ว บรรดาผู้ตั้งรกรากอิสระคงจะมีโอกาสทำการค้าไม้สักและป่าลินินกับพวกเมารี

หลังจากนั้น คุกก็ได้จับจองพื้นที่ของนิวซีแลนด์ ก็ได้มีนักเดินทางสำรวจต่อมาอีก คือ เดอ เซอร์วิล (De Surville) ซึ่งได้ทำการสำรวจหลังจากกับตันคุกอีก 2 เดือน ต่อมาก็มีมาเรียน ดู เฟรสเน (Marion du Fresne) ที่ถูกชาวเมารีฆ่าตาย แวนคูเวอร์ (Vancuver) และ คอเธอคาสโตว์ (D’Entrecastaux) และมาลาสปินา (Malaspina)   พวกนักเดินเรือเป็นพวกที่เดินทางมาแวะชั่วคราว แต่การสำรวจของพวกเขาก็นับว่าเป็นการแผ้วถางของการค้าไม้สัก ป่าลินิน แมวน้ำ และปลาวาฬ และต่อมาก็มีการรับซื้อหมูและมันฝรั่งจากพวกเมารีด้วย พวกเมารีเองก็ได้พยายามปรับตัวเองให้เข้ากับการเกษตรและการค้าไม้แบบใหม่ พวกเมารีเองก็ได้รับซื้อสินค้าต่าง จากชาวยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องมือที่ทำด้วยเหล็กและโล่ เมืองท่าทางการค้าที่สำคัญอยู่ที่เมืองซิดนีย์ ซึ่งได้จัดตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1788 โดยอีก 30 ปีต่อมา คือก่อนค.ศ. 1840 นิวซีแลนด์ก็ได้ชื่อว่าเป็นอาณานิคมของผู้เข้ามาตั้งถิ่นฐานที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นอย่างเอาจริงเอาจัง

 ใน ค.ศ. 1800 นักล่าแมวน้ำและนักล่าปลาวาฬจากอเมริกาเหนือและออสเตรเลียเริ่มเข้ามาใช้ประเทศนิวซีแลนด์เป็นฐานที่ใช้สำหรับการล่า   ในช่วง ค.ศ. 1814 พวกมิชชันนารีก็เข้ามาในนิวซีแลนด์ และได้จัดตั้งองค์กรศาสนาคริสต์นิกายอังกฤษขึ้นที่อ่าวแจ็คสันในออสเตรเลีย ต่อมาพวกพระสอนศาสนาชาวฝรั่งเศสชื่อ ปอมปาลิเอ (Pompallier) ได้เข้ามาสอนศาสนาเช่นเดียวกัน พวกมิชชันนารีเหล่านี้ ได้พยายามชักชวนให้พวกเมารีเข้ารีต แต่การดำเนินงานไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนัก จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1833 รัฐบาลอังกฤษได้รับการขอร้องจากพวกมิชชันนารีและพวกพ่อค้า จึงได้จัดตั้งที่พักขึ้นในนิวซีแลนด์ แต่ไม่มีอำนาจอันใดมากนัก เปรียบเสมือนกับการไม่มีนักรบ ซึ่งเป็นคำพูดเหมือนจะเป็นการดูถูกพวกเมารีด้วย อันเนื่องมาจากว่าชาวอังกฤษเองก็ไม่มีอำนาจที่จะรักษาระเบียบแบบแผนเองได้ และพวกเมารีมัวแต่ใช้โล่ที่ซื้อมาจากชาวยุโรปทำสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ด้วยกันอยู่เป็นประจำ ถ้าเมื่อใดก็ตามที่พวกเมารีเหนื่อยล้าจากการทำสงครามแล้ว พวกนี้ถึงจะรับการสอนจากพวกมิชชันนารี แต่อย่างไรก็ตามนับจากช่วง 1830 ถึง 1840 เป็นต้นมา การเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ของพวกเมารีนั้นถือได้ว่ากลับออกมาเป็นในรูปของการที่ให้พวกมิชชันนารีมาสอนอ่านและเขียนให้กับพวกตน ช่วยบำบัดความเจ็บป่วยทางกานและจิตใจ นับว่าเป็นส่วนที่พวกเมารีได้ได้รับเอาจากพวกมิชชันนารีในด้านของสังคม อย่างไรก็ตาม จากการสงครามและการติดเชื้อโรคระบาดจากชาวยุโรป ทำให้จำนวนเหลือเพียง 42,000 คนเท่านั้น ในขณะเดียวกัน การค้าและการอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในนิวซีแลนด์ของชาวยุโรปก็มีจำนวนที่มากขึ้นเช่นกัน

นับจาก ค.ศ. 1830 เป็นต้นมา ได้เกิดการจลาจลขึ้นในนิวซีแลนด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศูนย์กลางการจับปลาวาฬและศูนย์กลางของพวกมิชชันนารีที่ตั้งอยู่ตามเมืองท่าต่างๆของเกาะ ก่อน ค.ศ. 1838 ชาวยุโรปที่อาศัยอยู่ในประเทศยังมีเพียง 2,000 คนเท่านั้น ประกอบกับในอังกฤษนั้น ความสนใจในนิวซีแลนด์ก็มีมากขึ้น กระตุ้นให้ชาวยุโรปวางแผนที่จะตั้งถิ่นฐานในนิวซีแลนด์ด้วยการจัดส่งคนให้เข้ามาตั้งถิ่นฐานก่อนพวกฝรั่งเศส ตัวแทนของมิชชันนารีและพวกพ่อค้าทั้งหลาย ในที่สุดรัฐบาลอังกฤษได้ยกเลิกนโยบายการเข้าแทรกแซง โดยการเพิ่มอำนาจให้ร้อยเอก เจมส์ ฮอบสัน(James Hobson) เป็นผู้ช่วยข้าหลวง ขึ้นตรงกับรัฐบาลของรัฐนิวเซาท์เวลส์ เพื่อดำเนินการในการครอบครองนิวซีแลนด์ต่อไป ด้วยเหตุนี้ในปี ค.ศ. 1840 ฮอบสันจึงได้เดินทางมาถึงเบย์ ออฟ ไอซ์แลนด์ (Bay of Island) และลงนามสนธิสัญญาไวทังกิ (Treaty of Waitangi) โดยสนธิสัญญาฉบับนี้กล่าวถึงความสัมพันธ์อันสนิทแนบแน่นระหว่างชาวเมารีกับชาวยุโรปที่ชาวเมารีเรียกเป็นภาษาของตนว่า พะเคหะ (Pakeha) พวกเมารียอมที่จะสูญเสียอำนาจอธิปไตยให้แก่พระราชินีอังกฤษ (ตรงกับสมัยพระนางวิคตอเรีย) และยินยอมให้หลักประกันเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของที่ดิน ป่าไม้ และการจับปลาแก่อังกฤษ โดยที่ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของอังกฤษมีสิทธิและอภิสิทธิ์ดังกล่าวด้วยแต่การซื้อดินแดนต่างๆ ของพวกเมารีนั้นอยู่ในพระราชอำนาจของพระราชินีอังกฤษแต่เพียงพระองค์เดียว